Wednesday, July 22, 2026
News Release

ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ

ภาคีวิชาการชง 4 ข้อเสนอ ยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติ เปิดผลศึกษากรณี “พริก–ส้ม” ชี้ช่องว่างกลางน้ำ ทำให้ตรวจพบสินค้าเสี่ยงแต่ตามกลับไม่ถึงแปลงปลูก

กรุงเทพฯ 21 กรกฎาคม 2569 — มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และ The Centre for Addiction and Mental Health (CAMH) ประเทศแคนาดา ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พร้อมภาคีด้านสุขภาพ การเกษตร โภชนาการ และความปลอดภัยอาหาร เปิดข้อค้นพบและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อยกระดับระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดของประเทศไทย

ข้อเสนอเน้นการเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า ล้ง โรงคัดบรรจุ ตลาดค้าส่ง ตลาดสด และห้างค้าปลีก ไปจนถึงจานอาหาร พร้อมเสนอให้ใช้ “พริก” และ “ส้ม” เป็นกรณีนำร่องในการพัฒนาระบบข้อมูลและระบบตามสอบย้อนกลับระดับชาติ ก่อนขยายไปยังสินค้าเกษตรชนิดอื่น

ข้อค้นพบดังกล่าวนำเสนอภายในเวทีวิชาการและสื่อสารสาธารณะ “จากแปลงปลูกถึงจานอาหาร: ทำไมประเทศไทยต้องมีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ณ โรงแรมเบสท์ เวสเทิร์น จตุจักร กรุงเทพมหานคร

เวทีมุ่งผลักดันให้การตรวจสารพิษตกค้างไม่สิ้นสุดเพียงการรายงานผลที่ตลาดหรือจุดจำหน่าย แต่ต้องสามารถระบุแหล่งที่มาของสินค้า ตามกลับไปถึงจุดเกิดปัญหา และนำข้อมูลไปใช้แก้ไขกระบวนการผลิตและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ

NCDs ต้องแก้ด้วยความร่วมมือหลายภาคส่วน

ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล Scientist, The Centre for Addiction and Mental Health และนักวิจัยประจำโครงการ กล่าวว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมของประชาชนหรือระบบบริการสุขภาพเพียงด้านเดียว แต่เกี่ยวข้องกับระบบอาหาร การผลิตสินค้าเกษตร การตลาด การศึกษา เศรษฐกิจ และนโยบายของหน่วยงานนอกภาคสุขภาพ

การป้องกัน NCDs จึงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายภาคส่วน โดยความปลอดภัยของอาหารควรเริ่มตั้งแต่การเลือกใช้สารเคมี วิธีเพาะปลูก การรับรองมาตรฐาน การรวบรวมผลผลิต และการกระจายสินค้า ตลอดจนการทำให้มีระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ และอาหาร ไม่ใช่รอแก้ปัญหาเมื่ออาหารเดินทางมาถึงผู้บริโภคแล้ว

โครงการใช้แนวทาง User-oriented Comprehensive Integrated Knowledge Translation หรือ UCIKT เชื่อมผู้ผลิตความรู้ ผู้ใช้ข้อมูล หน่วยงานนโยบาย และผู้ปฏิบัติงาน ให้ร่วมกำหนดโจทย์ ทำงานวิชาการ และพัฒนาทางเลือกเชิงนโยบายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง

สารตกค้างปริมาณน้อย อาจสร้างความเสี่ยงเมื่อได้รับต่อเนื่อง

ภก.รศ.ดร.วงศ์วิวัฒน์ ทัศนียกุล ผู้ทรงคุณวุฒิคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า แม้ผักและผลไม้มีความสำคัญต่อการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยควบคู่กัน สารตกค้างอาจมาจากสารกำจัดแมลง สารกำจัดวัชพืช สารป้องกันเชื้อรา โลหะหนักจากดิน น้ำ หรือปุ๋ย รวมถึงสารจากบรรจุภัณฑ์และชีวพิษบางชนิด

ความเสี่ยงไม่ได้มีเพียงพิษเฉียบพลัน แต่รวมถึงการได้รับสารปริมาณน้อยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสารที่อาจรบกวนระบบต่อมไร้ท่อ กระตุ้นภาวะเครียดออกซิเดชันและการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเมแทบอลิซึม ระบบสืบพันธุ์ ระบบหัวใจและหลอดเลือด มะเร็ง และโรคของระบบประสาท

อย่างไรก็ตาม NCDs เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน จึงไม่ควรสื่อสารจนทำให้ประชาชนหวาดกลัวหรือหยุดบริโภคผักและผลไม้ แต่ควรพัฒนาระบบข้อมูล การเฝ้าระวัง และการตามสอบย้อนกลับ เพื่อให้ประชาชนบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ได้อย่างมั่นใจ

ผลวิจัยชี้ ตรวจพบที่ตลาดแต่ตามกลับไม่ถึงแปลง

รศ.ดร.ชนิพรรณ บุตรยี่ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอผลการวิจัยเรื่อง “การพัฒนาระบบข้อมูลสารพิษตกค้างในผักและผลไม้สดระดับชาติ” ซึ่งศึกษาห่วงโซ่อุปทานพริกและส้ม ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

ผลการศึกษาพบว่า ประเทศไทยมีหลายหน่วยงานดำเนินการตรวจสารพิษตกค้าง แต่ข้อมูลยังแยกกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ไม่สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่า สินค้าที่ตรวจพบสารตกค้างมาจากแปลงใด ผ่านผู้รวบรวมหรือล้งใด และควรกลับไปแก้ไขที่จุดใด พริกที่สุ่มตรวจจากปลายน้ำสามารถตามกลับถึงต้นน้ำได้เพียงร้อยละ 7 ส่วนส้มตามสอบกลับได้ร้อยละ 28

ข้อค้นพบสะท้อนว่า จุดรวบรวม คละ และกระจายผลผลิตที่ตลาดค้าส่งใหญ่ โดยเฉพาะล้ง ซึ่งดูแลสินค้าผักและผลไม้สูงถึงร้อยละ 60-80 ของตลาด แต่กลับไม่ได้ถูกกำกับดูแลโดยรัฐ ทำให้ระบบข้อมูลเฝ้าระวังสารพิษตกค้างตลอดห่วงโซ่อุปทานไม่สามารถเกิดขึ้นได้ งานวิจัยเสนอให้ยกระดับล้งจากจุดผ่านสินค้า ให้เป็นศูนย์กลางการจัดเก็บและเชื่อมโยงข้อมูล หรือ Traceability Hub เช่นเดียวกับโรงคัดบรรจุ เนื่องจากเป็นจุดที่ผลผลิตจากเกษตรกรจำนวนมากถูกรวบรวมก่อนกระจายไปยังตลาดทั่วไป

เปิด 4 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ยกระดับความปลอดภัยทั้งห่วงโซ่

1. เพิ่มเกษตรกรเข้าสู่มาตรฐาน GAP และเกษตรอินทรีย์ เสนอให้พัฒนามาตรฐานขั้นพื้นฐานด้านการใช้สารเคมีอย่างปลอดภัย (Primary GAP) สนับสนุนค่าใช้จ่ายและสินเชื่อแก่เกษตรกรรายย่อยเพื่อเข้าสู่การรับรองมาตรฐาน GAP เพิ่มงบประมาณและบุคลากรตรวจรับรอง รวมถึงภาครัฐและเอกชนเปิดพื้นที่สร้างตลาดรองรับผลผลิต GAP ปัจจุบันเกษตรกรจำนวนหนึ่งยังขาดแรงจูงใจเข้าสู่ระบบ เนื่องจากมีต้นทุนและขั้นตอนเพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตอาจขายได้ราคาไม่แตกต่างจากสินค้า non-GAP การส่งเสริมมาตรฐานจึงต้องเชื่อมโยงกับโอกาสทางตลาดและรายได้ของเกษตรกร

2. ขยายการกำกับดูแลล้ง เสนอให้รัฐกำกับดูแลล้งอย่างเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนความรู้ เทคโนโลยี งบประมาณ และสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อปรับปรุงสถานประกอบการและระบบจัดเก็บข้อมูล เพื่อให้ล้งมีบทบาทในการเชื่อมโยงข้อมูลจากตลาดกลับไปยังแปลงปลูก เช่นเดียวกันกับโรงคัดบรรจุที่มีประกาศฯ386 กำกับดูแล เพื่อให้สามารถตามสอบกลับไปยังต้นทางและแก้ไขปัญหาสารพิษตกค้างในผักและผลไม้ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

3. ปรับการตรวจปลายน้ำให้ใช้ประเมินประสิทธิภาพระบบ เสนอให้ผลการสุ่มตรวจที่ตลาดปลายน้ำถูกนำไปใช้ประเมินว่ามาตรการต้นน้ำและกลางน้ำทำงานได้ผลหรือไม่ ข้อมูลจากการตรวจต้องถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ไขกระบวนการผลิตให้ปลอดภัยตั้งแต่ต้นน้ำ ไม่ใช่ใช้เพียงเพื่อรายงานเพื่อสำรวจสถานการณ์ จำนวนตัวอย่างที่ตรวจพบสารตกค้าง

4. สร้างความต้องการบริโภคผักและผลไม้ปลอดภัยในกลุ่มผู้บริโภคและเพิ่มตลาดสำหรับผักและผลไม้ปลอดภัย เสนอให้หน่วยงานรัฐ โรงพยาบาล โรงเรียน สถานดูแลผู้สูงอายุ และสถานประกอบการ เพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อผักและผลไม้ปลอดภัย เปิดพื้นที่จำหน่ายตรงแก่เกษตรกร และสื่อสารแหล่งซื้อที่น่าเชื่อถือแก่ประชาชนการสร้างตลาดจะช่วยให้เกษตรกรที่ลงทุนรักษามาตรฐานได้รับผลตอบแทน ขณะเดียวกันประชาชนสามารถเข้าถึงสินค้าปลอดภัยในราคาที่เหมาะสม และการสื่อสารรณรงค์ให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของการบริโภคอาหารปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากผู้ซื้อไม่ได้ต้องการ ผู้ขายก็จะไม่มีแรงจูงใจผลิตอาหารปลอดภัย

ข้อเสนอทั้ง 4 ด้านมุ่งเปลี่ยนระบบเฝ้าระวังจากการตรวจเพื่อรายงานสถานการณ์ ไปสู่ระบบที่สามารถตามสอบย้อนกลับ ป้องกัน และจัดการปัญหาได้ตั้งแต่ต้นทาง

ภาคีห่วงโซ่อุปทานร่วมย้ำ ทางออกต้องปฏิบัติได้จริง

ภายในเวทียังมีการแลกเปลี่ยนระหว่างผู้แทนจากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล สมาคมการค้าตลาดกลางค้าส่งสินค้าเกษตรไทย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ส้มสายน้ำผึ้ง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และผู้ประกอบการฟาร์มผัก

เสียงจากเวทีสะท้อนร่วมกันว่า การยกระดับความปลอดภัยของผักและผลไม้ไม่ควรดำเนินการด้วยการเพิ่มข้อบังคับหรือภาระแก่ผู้ผลิตเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงมาตรฐาน ข้อมูล การตรวจสอบ ตลาด เงินทุน และแรงจูงใจเข้าด้วยกัน พร้อมเปิดให้เกษตรกร ผู้รวบรวม ตลาด และผู้บริโภคมีส่วนร่วมในการออกแบบระบบ ข้อค้นพบจากกรณีศึกษาพริกและส้มจะถูกนำไปพัฒนาเป็นข้อเสนอเชิงระบบ ส่งต่อไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ตลอดจนกลไกด้านอาหารปลอดภัย และภาคีตลาด เพื่อผลักดันระบบเฝ้าระวังสารพิษตกค้างระดับชาติที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและจัดการปัญหาได้ตั้งแต่แปลงปลูกถึงจานอาหาร

“อาหารปลอดภัยไม่ควรเริ่มต้นเมื่อสินค้ามาถึงจานของผู้บริโภค แต่ต้องได้รับการออกแบบและดูแลร่วมกันตลอดเส้นทาง ตั้งแต่แปลงปลูก การนำเข้า จุดรวบรวม โรงคัดบรรจุ ตลาด ซุปเปอร์มาร์เก็ตในห้าง ไปจนถึงระบบข้อมูลที่สามารถตามกลับไปแก้ไขปัญหาได้จริง”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *